I’ve never care what tomorrow come I’ve care just only today that l have you!!!

วันพุธ, พฤศจิกายน 10, 2553

อินตระเดีย,,,In Love

       ขอกล่าวคำว่า สะ-วี-ดัด น๊ะก้าบ กับแฟนๆ(คลับ)และสวัสดีกับตัวเองด้วย มาพบกันอีกครั้งท่ามกลางความเหน็บหนาว ในค่ำคืนที่แสนอ้างว้าง เดี่ยวดาย กลิ่นอายความเหงาเริ่มเข้ามาเยือน ทำให้อดคิดถึงใครบางคนไม่ได้(พัดลม!!)ไง วันนี้จะกล่าวถึงมนต์เสน่ห์ของอินเดียว่าทำไมใครๆก้อมาอินเดีย?คนไทยทั้งพระและโยมต่างก็มาอินเดียตามจุดมุงหมายของตัวเอง บ้างมาเพื่อศึกษาต่อ(B.A,M.A.&Ph.D) ส่วนบางกลุ่มก็มาแสวงบุญปฏิบัติธรรมตามรอยบาทของพระพุทธศาสดาเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณองค์พระเจดีย์พุทธคยา
        เริ่มตั้งแต่เข้าสู่ฤดูหนาวมา ณ แห่งนี้ที่อินเดีย เป็นอีกประเทศหนึ่งที่คนไทยเลือกที่จะมาจาริกแสวงบุญโดยเฉพาะบ้านไทยเมืองพุทธเราที่มีธรรมะเป็นเครื่องหล่อหลอมจิตใจให้บริสุทธ์ ดังคำกล่าวที่ว่า "ครั้งหนึ่งในชีวิตชาวพุทธขอได้ไปกราบนมัสการสังเวชนียสถาน 4ตำบล ของพระพุทธองค์ก็คงตายตาหลับแล้ว" ปีนี้ก็เหมือนกันไม่น้อยหน้ากว่าปีที่ผ่านๆมามีชาวพุทธเรามาอินเดียกันเพิ่มขึ้นมาก เพราะในสมัยพุทธกาลอินเดียเป็นประเทศที่พระพุทธองค์ทรงโปรดเมตตาแสดงธรรมให้เหล่ามนุษย์และสัตว์ทั้งหลายได้หลุดพ้นความทุกข์ จากกิเลส เพื่อเข้าสู่พระนิพพาน คือจุดหมายปลายทางของความหลุดพ้น การมาแสวงบุญที่อินเดียนั้นนิยมมาฤดูหนาวเพราะเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุด การเดินทางไม่ค่อยจะลำบากมากนักจะอยู่ในช่วงเดือน ตุลาคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งผู้แสวงบุญอาจจะมาส่วนตัวหรือมากับคณะทัวร์ก็ได้ บางท่านที่มาหลายครั้งแล้วก็คงชินกับบรรยากาศแบบอินเดีย ส่วนบางท่านมาครั้งแรกก็ต้องบอกไว้เลยว่าทำใจหน่อย(เดี๋ยวก้อชิน) การเดินทางมานั้นเดี๋ยวนี้สะดวกสบายมาก ทั้ง เครื่องบิน รถไฟ รถยนต์ เพราะรัฐบาลอินเดียได้พัฒนาไปบ้างแล้ว ส่วนพุทธสถานที่ผู้แสวงบุญมากราบนมัสการนั้นจะอยู่ในรัฐพิหาร(Bihar)และรัฐอุตตรประเทศ( U.P. ) เป็นส่วนมาก เช่น เมืองพุทธคยา นาลันทา ราชคฤห์ ไวสาลี กุสินารา สาวัตถี สารนาถ พาราณสี และประเทศเนปาล ครับบบ
       ตอนนี้ผมเองก็อยู่ในช่วงของการเตรียมตัวสอบเครียดมาก!!! ผมเองเลยอยากเขียนคลายเครียดสักหน่อยแบบว่าคันไม้คันมือ เพราะอ่านแต่ภาษาอังกฤษจนรู้สึกว่าจมูกเริ่มโด่งขึ้น(เบล๋อยๆ) จะขอเขียนตามประสาเด็กนักเรียนนอก(นอกคอก)ก็แล้วกันครับ ที่มีโอกาสที่ดีไปกราบนมัสการสังเวชนียถาน 4 ตำบล มาแล้วตั้งๆ 3 รอบ (เจ๋งจริงๆ) จะเล่าถึงพุทธสถานที่ต่างๆสำคัญของแต่ละเมือง ในอินเดียแบบว่าเต็มใจเสนอในเรื่อง "หนีตามพระพุทธเจ้า" (คุ้นๆน่ะ)ไม่ได้เลียนแบบก้าบแค่คล้ายๆน๊ะ คุณไม่ต้องคิดอะไรมาก(กับผู้เขียน)ขอแค่คุณเตรียมใจ กาย และสองตาให้พร้อมที่จะอ่านมัน ไปด้วยกันไม่ต้องเจอตั๋วใดๆทั้งสิ้น ย้ำ! ขอแค่อ่าน พร้อมหรือยังครับ...ถ้าคุณพร้อมแล้วโปรดติตามตอนต่อไป.....

วันอังคาร, ตุลาคม 26, 2553

เมื่อลมหนาวพลัดผ่าน...

  ความฝันที่ยังไปไม่ถึง...

           หนาวๆๆ...จัง เขาบอกว่าความหนาวมักจะมาพร้อม "ความเหงา" จิงหรือเปล่า   น่า!!!ฟังดูแล้วน่าใจหายเพราะเราไม่มีหมอนข้างให้กอด(อิจฉาจังเลย)ไม่เป็นไร_ไงเราก็มีผ้าห่มไงก้าบ ตอนนี้อินเดียเริ่มหนาวมา 5  วัน แล้ว เพราะว่าอยู่ติดภูเขาหิมาลัย จึงหนาวไวและจะหนาวกว่าทุกปีที่ผ่านมา อย่างไงก้อเตรียมเสื้อผ้าให้พร้อมเพื่อสุขภาพของตัวเรา และที่สำคัญที่สุด ใกล้จะสอบแล้ว ประมาณเดือน ธันวาคม(โอ้ย!!!ไวจัง) จงเตรียมตัวเองให้พร้อมน่ะครับ สำหรับผมเองเป็นการสอบครั้งแรกซึ่งมาพร้อมกับความกดดันมากๆ(พอๆกับยิงจุดโทษ)เกี่ยวกันหรือเปล่าเนี้ย!   เป็นเหตุที่ต้องอ่านมากเพราะไม่รู้อะไรเลยจึงอ่านเยอะ เอ้า! ถูกไหมครับ ที่นี้สอบเขียนอย่างเดียว(อังกฤษ) ไม่มีกากบาทแบบตัวเลือกยากที่จะใช่ลูกมั่วได้ เหมือนทุกครั้ง อิอิ ฟังดูแล้วน่ากลัว แต่ผมว่าน่าลองน่ะ มันท้าทายดีก้าบ จะทำให้รู้ว่าเราน่ะ หมู่หรือจ่า สักที คงไม่มีอะไรจะเหนือความพยายามเราไปได้น่ะใช่ป่ะ? ไม่ได้กำลังใจจากคนอื่นเราก็ให้กำลังตัวเองแล้วกันเนาะ(บ้าหรือเปล่า) สู้ๆๆ ก้อ (Impossible Is Nothing)....ถ้าเราหยุดที่จะฝันต่อไป...เราก็จะไปไม่ถึงความฝัน

วันพุธ, ตุลาคม 20, 2553

ทำไม??ต้องตักบาตรเทโวโรหณะ!!!


            เมื่อภิกษุสามเณรเข้าอยู่จำพรรรษาครบ “ไตรมาส” คือครบ ๓ เดือนแล้ว ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันแรกของวันออกพรรษา ในวันนี้ถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งทางพระพุทธศาสนา ซึ่งสาธุชนต่างพากันไปประชุม ทำบุญ ตักบาตร ฟังเทศน์ตามวัดวาอารามต่าง ๆ เรียกว่า “ทำบุญออกพรรษา”           การออกพรรษาก็คือ การออกจากการอยู่ประจำในฤดูฝนของพระ เพราะในฤดูฝนพระท่านอยู่ประจำเป็นที่ ไม่ได้ค้างแรมที่อื่น เรียกว่า “จำพรรษา” เมื่อครบ 3 เดือนแล้วท่านก็จาริกไปค้างแรมที่อื่นได้ เรียกว่า “ออกพรรษา”
          วันออกพรรษานี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วันปวารณา”           ในวันนี้พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ทำปวารณาแทนอุโบสถสังฆกรรม คือ ไม่ต้องสวดพระปาติโมกข์ ซึ่งตามปรกติต้องสวดเป็นประจำปักษ์ คือทุก 15 วัน
          คำว่า “ปวารณา” ก็คือการยอมให้ใช้ ยอมให้ขอ ยอมให้ว่ากล่าว ยอมให้ตักเตือนกัน เป็นเรื่องของพระที่ท่านทำปวารณาต่อกัน คือต่างรูปต่างกล่าวปวารณาตามลำดับอาวุโส คำปวารณานั้นมีใจความว่า
          “ข้าพเจ้าขอปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลาย จงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวข้าพเจ้า เมื่อข้าพระเจ้าสำนึกได้จักทำคืนเสีย แล้วสำรวมระหวังต่อไป”
          การออกพรรษา เป็นกิจพิธีของสงฆ์โดยเฉพาะ ส่วนพิธีของฆราวาสเนื่องในการออกพรรษาไม่มีอะไรเป็นพิเศษ นอกจากการบำเพ็ญกุศล เช่น ทำบุญตักบาตรตามวัดที่อยู่ย่านใกล้เคียง หรือที่ตนเคารพนับเลื่อมใสเป็นพิเศษ การบำเพ็ญกุศลในวันออกพรรษาเช่นนี้ ท่านจัดเป็นกาลทาน คือมีปีละครั้ง เป็นประเพณีสืบมา และในวันเช่นนี้ถือกันว่า เป็นวันคล้ายกับวันที่พระพุทธองค์เสด็จลงจากเทวโลก หลังจากที่ทรงจำพรรษาที่ดาวดึงส์เทวโลกครบ 3 เดือนแล้ว จึงพากันทำบุญตักบาตรเป็นการพิเศษด้วย
          มีเรื่องตำนานปรากฏในพุทธประวัติว่า เมื่อประมาณก่อน พ.ศ.80 พระพุทธองค์เสด็จไปจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดา เมื่อครบ 3 เดือนแล้วได้เสด็จลงจากดาวดึงส์ในวันออกพรรษานี้ ที่่เมืองสังกัสสนคร ชาวพุทธจึงถือเป็นประเพณีสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อถึงวันเช่นนี้ก็เตรียมจัดอาหารเป็นพิเศษเพื่อใส่บาตร เรียกกันว่า “ตักบาตรเทโว(โรหณะ)” มีความหมายว่าเป็นการ “ตักบาตรเนื่องในวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก” บางวัดก็ทำในวันกลางเดือน 11 บางวัดก็ทำในวันแรมค่ำหนึ่งเดือน 11
          ประเพณีที่ปฏิบัติกันมาคือ อัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐานบนล้อเลื่อน มีบุษบก และมีบาตรตั้งอยู่หน้าพระพุทธรูป มีคนลากนำหน้าพระองส์ ประหนึ่งว่าพระพุทธเจ้าเสด็จ บรรดาทายกทายิกาต่างก็ตั้งแถวเรียงรายเตรียมใส่บาตร อาหารที่ใส่ในวันนั้นมีข้าว กับ ข้าวต้มมัด ข้าวต้มลูกโยนเป็นพื้น (สุดแต่ท้องถิ่น) โดยมากทำพิธีกันบริเวณพระอุโบสถ แต่บางแห่งทำพิธีเหมือนกับพระพุทธองค์เสด็จลงจากเทวโลกจริง ๆ เช่นที่วัดสังกัส จังหวัดอุทัยธานี อัญเชิญพระพุทธรูปลงจากเขา มีพระสงฆ์เดินตาม ประชาชนรอใส่บาตรที่เชิงเขา หรือที่วัดสระเกศ โดยอัญเชิญพระพุทธรูป และพระสงฆ์ตามเสด็จลงจากภูเขาทอง เป็นต้น
          นอกจากนี้ยังมีประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับการออกพรรษา ซึ่งพระมหากษัตริย์ได้ทรงบำเพ็ญเป็นประจำปีคือ นิมนต์พระบิณฑบาตในพระบรมมหาราชวัง เรียกว่า “บิณฑบาตเวร” สามวันคือ วันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ เดือน 11 วันละ 150 รูป พระมหาษัตริย์ทรงบาตรด้วยพระองค์เอง พร้อมด้วยเจ้านายฝ่ายใน เป็นราชพิธีสืมาทุกวันนี้           นอกจากนี้ก็มีประเพณีสวดมหาชาติคำหลวง ซึ่งได้จัดให้สวดในวันเข้าพรรษา 3 วัน กลางพรรษา 3 วัน และออกพรรษา 3 วัน ประเพณีการสวดมหาชาติคำหลวง หรือที่รียกว่า “สวดโอ้เอ้วิหารราย” ได้มีมานานแล้ว
          สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยว่า เกิดขึ้นครั้งพระเจ้าทรงธรรม   คือพระเจ้าทรงธรรมรงพระราชดำริให้จัดประเพณีอ่านหนังสือสวดให้เป็นประโยชน์แก่สัปปุรุษ เป็นต้นว่า ให้มีพนักงานอ่านประจำวิหาร หรือศาลารายในพระอารามหลวง สำหรับสัปปุรุษจะได้ไปฟัง ประเพณีการสวดประจำวิหาร คือศาลารายซึ่งพระเจ้าทรงธรรมดำริขึ้น ยังมีอยู่จนบัดนี้เฉพาะที่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และมีพวกเด็กนักเรียนสวดชาดกเรื่องอื่น ๆ ตามศาลาราย
          มหาชาติคำหลวง เป็นหนังสือว่าด้วยชาดกอันเป็นกำเนิดของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร แต่งขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นเวลา กว่า 400 ปีมาแล้ว จึงมีถ้อยคำที่ฟังยาก ๆ อยู่มาก เหตุที่แต่งนั้นก็เพราะถือกันว่า ถ้าผู้ใดได้ฟังคาถามหาชาติครบพันคาถา ที่เรียกกันว่า “คาถาพัน” (มีคาถา 1.000 คาถาพอดี) ย่อมจะได้รับอานิสงส์มาก และจะได้เกิดทันศาสนาพระศรีอาริย์ด้วย แต่คาถานั้นผู้ฟังฟังไม่รู้เรื่องเพราะเป็นคาถาภาษามคธ (บาลี) การแต่งนั้นมีรับส่งให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตในกรุงศรีอยุธยาแต่ง วิธีแต่งเอาภาษามคธตั้งบาทหนึ่ง แล้วแปลแต่งเป็นภาษาไทยวรรคหนึ่ง สลับกันไป บางแห่งแต่งเป็นฉันท์บ้าง เป็นร่ายบ้าง เป็นกาพย์บ้าง ตามความถนัดของผู้แต่ง และเมื่อแต่งจากบทหนึ่งก็มีประโคมครั้งหนึ่ง ดังนี้จนครบ 13 กัณฑ์ หนังสือเรื่องนี้นับถือกันว่า แต่งดีเป็นเลิศมาแต่ครั้งกรุงเก่า ไม่ได้แต่งสำหรับเทศน์เหมือนอย่างมหาชาติกลอนเทศน์ที่ใช้เทศน์อยู่ในเวลานี้ แต่งสำหรับสวดมีทำนองน่าฟังมาก เข้าใจว่า พระเจ้าทรงธรรมทำแบบทำนองขึ้นไว้ เรียกว่า ทำนอง “กะ” คือ สวดเป็นทำนองตามที่กะไว้เป็นเสียงสูง เสียงต่ำ เสียงเอื้อน การสวดนั้นสวด 3 วัน วันละ 3 คน เป็นสำรับหนึ่ง ผู้สวดขึ้นนั่งเตียงสวดในพระอุโบสถ สวดถวายเวลาเสด็จไปบำเพ็ญพระราชกุศล ประเพณีอันนี้มีมาทุกปี.